“เพ็ญนภา” ผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ตรวจราชการโครงการ ของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ

12 พฤษภาคม 2569 นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ผตร.อว.) ตรวจราชการโครงการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) โดยมีนางกนกพร บุญศิริชัย รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ นายเกียรติพงษ์ คำดี นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ และคณะให้การต้อนรับและให้ข้อมูลผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์



ในการนี้ นายเกียรติพงษ์ คำดี นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ ได้รายงานผลการดำเนินงานโครงการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้เก็บตัวอย่างน้ำฝนครอบคลุมทั่วประเทศไทย จำนวน 33 สถานี พัฒนาระบบการตรวจวัดปริมาณทริเทียมระดับต่ำจากต้นแบบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ จัดทำฐานข้อมูลไอโซโทปในบริเวณพื้นที่ต่างๆ อาทิ แม่น้ำชีและน้ำบาดาลในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบน และ อ. พัฒนานิคม จ. ลพบุรี ฐานข้อมูลไอโซโทปในตัวอย่างจากน้ำฝน 33 สถานี ฐานข้อมูลของทริเทียมในน้ำผิวดินกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการศึกษาระบบน้ำต่างๆ ในพื้นที่อื่นได้ นอกจากนี้ ยังมีฐานข้อมูลไอโซโทปของน้ำพุร้อน ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยมีน้ำพุร้อนที่สำคัญหลายแหล่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของอุทยานที่ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เมื่อมีข้อมูลที่สามารถระบุได้ถึงรูปแบบการเกิด แหล่งที่มา และอายุของน้ำพุร้อนก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์แหล่งน้ำพุร้อนให้มีความยั่งยืนและสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นได้
ในโอกาสนี้ ผตร.อว. ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมหน่วยงานที่ได้นำองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เข้าไปศึกษาข้อมูลเชิงลึกของน้ำจากแหล่งต่างๆ อาทิ น้ำบาดาล น้ำท่า น้ำฝน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นอย่างมาก และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้ ๑) ศึกษาการตรวจวัดปริมาณทริเทียมในพื้นที่ที่คาดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) โดยอาจประสานความร่วมมือกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของข้อมูลได้โดยตรง ๒) บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วมบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ครอบคลุมทั้งประเทศ ๓) ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานโครงการ รวมถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร ได้นำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ พัฒนาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง รวมถึงให้ข้อแนะนำรูปแบบรายงานผลการดำเนินงานโครงการที่ชัดเจน และ ๔) ศึกษาพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตชุดทดสอบ (Test Kit) สำหรับใช้ในภาคสนาม ที่สามารถตรวจวัดและรายงานผลได้ในทันที
ข้อมูลข่าวโดย : กลุ่มตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม