ติดต่อข้อมูล โทร. Call Center 1313

ขนาดตัวอักษร เล็ก ปกติ ใหญ่

10 พฤติกรรม “เสี่ยงคุก” ในโลกออนไลน์  ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

10 พฤติกรรม “เสี่ยงคุก” ในโลกออนไลน์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

1. ขโมยข้อมูล

  • ขโมยข้อมูลผู้อื่นไปขายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อกลั่นแกล้ง
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี / ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. แฮกคอมพิวเตอร์ผู้อื่น

  • แอบเข้าถึงคอมพิวเตอร์หรือระบบของผู้อื่นเพื่อดูข้อมูลสำคัญต่างๆ
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 2 ปี / ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. เข้าระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

  • การพยายามเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 6 เดือน / ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. ตัดต่อภาพ/คลิป

  • นำภาพหรือคลิปของผู้อื่นมาตัดต่อ ดัดแปลง และเผยแพร่ ทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าของภาพเสียชื่อเสียงหรืออับอาย
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี / ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5. แชร์ข่าวปลอม (Fake News)

  • ส่งต่อข้อมูลที่เป็นเท็จโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี / ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

6. โพสต์ภาพผู้เสียชีวิตโดยไม่ได้รับอนุญาต

  • โพสต์ภาพผู้เสียชีวิตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากครอบครัว ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตถูกดูหมิ่น เสียหาย หรืออับอาย
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี / ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

7. ทำสิ่งกระทบความมั่นคง

  • ทำให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย
  • โทษ: จำคุก 3 - 15 ปี / ปรับ 6 หมื่น - 3 แสนบาท

8. โพสต์ให้ร้าย/ใส่ร้าย

  • การโพสต์ข้อมูลใส่ร้ายผู้อื่น ทำให้ได้รับความเสียหายหรืออับอาย
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี / ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

9. แชร์เนื้อหาไม่เหมาะสม

  • โพสต์หรือส่งต่อสื่อลามกอนาจาร หรือข้อมูลที่เป็นเท็จ
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี / ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

10. หมิ่นเบื้องสูง

  • โพสต์ข้อความหรือสร้างเว็บไซต์ที่มีลักษณะหมิ่นสถาบันฯ
  • โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี (ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560)

20260417

ที่มา : บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

ระวัง! ผูกบัตรเครดิตผิดที่ เงินอาจหายไม่รู้ตัว

เตือนภัย! เมื่อ “ความสะดวก” จากการช้อปอาจกลายเป็น “ความเสี่ยง”
การซื้อของออนไลน์ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกเดียวก็สามารถชำระเงินได้ทันที สั่งของปุ๊บ จ่ายปั๊บ จบในคลิกเดียว! ความสะดวกนี้คือสวรรค์ของนักช้อปและคนทำธุรกรรมยุคดิจิทัล ความสะดวกนี้แหละคือ “ช่องโหว่” ชั้นดีที่มิจฉาชีพใช้เป็นทางลัดเข้าถึงเงินในกระเป๋า หากเราเผลอผูกบัตรเครดิตกับเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือหรือคลิกลิงก์ปลอม ก็อาจเปิดประตูให้มิจฉาชีพที่รออยู่เข้ามาขโมยข้อมูลและดูดเงินของคุณไปได้ในเพียงเสี้ยววินาที

⚠️ อันตรายจากการผูกบัตรเครดิตทิ้งไว้
หลายคนเลือกกด “Remember this card” หรือผูกบัตรเครดิตถาวรไว้กับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เพื่อข้ามขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่น่ารำคาญ แต่การทำแบบนี้ก็เหมือน “เปิดประตูบ้านทิ้งไว้ให้โจร” โดยหวังว่าโจรจะมองไม่เห็น หากแพลตฟอร์มเหล่านั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่แน่นหนาพอ หรือผูกบัตรไว้กับ “เว็บปลอม” ข้อมูลบัตรจะหลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพทันที
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เมื่อบัตรถูกผูกเข้ากับระบบไปแล้ว การดึงเงินออกมักจะถูกมองว่าเป็นธุรกรรมที่ “ได้รับอนุญาต” จากเจ้าของบัตร ทำให้การอายัดหรือขอเงินคืนทำได้ยากและซับซ้อนกว่าปกติ

⚠️ เว็บปลอมและลิงก์ปริศนา
กลโกงที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เทคนิคที่ซับซ้อน แต่เป็นการเล่นกับจิตวิทยาและความคุ้นชิน มิจฉาชีพมักใช้การสร้างหน้าเว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบของจริงจนแทบแยกไม่ออก รวมถึงการส่งลิงก์แปลกๆ สุ่มมาทาง SMS, LINE หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อกระตุ้นให้เรากรอกข้อมูลบัตรด้วยความรีบร้อน หัวใจสำคัญที่ทำให้คนตกหลุมพรางคือความเนียนของมิจฉาชีพที่มักแอบอ้างเป็นแพลตฟอร์มชื่อดังที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ การสร้างสถานการณ์ที่ดูเร่งด่วนทำให้เราเผลอมองข้ามการตรวจสอบ URL หรือความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ จนนำไปสู่ความเสียหายที่มาก

   🔸 กลอุบาย : อ้างว่าคุณมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน เพื่อกระตุ้นความโลภหรือความต้องการรักษาสิทธิ์
   🔸 กับดัก : ล่อให้กดลิงก์ที่แนบมาเพื่อยืนยันตัวตน หรือกรอกเลขบัญชี กรอกข้อมูลบัตร
   🔸 จุดตาย : ทันทีที่คุณกรอกข้อมูลหรือดาวน์โหลดไฟล์บางอย่างผ่านลิงก์ มิจฉาชีพจะเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและดูดเงินจนเกลี้ยงบัญชี
กฎเหล็กที่ต้องย้ำ คือ “ห้ามคลิกลิงก์” ที่แนบมากับข้อความ หากมีข้อสงสัยให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรงผ่านช่องทางหลักที่สะดวกรวดเร็ว

🛡️วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ

  1. เช็คทุกครั้งก่อนจ่าย การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ทุกครั้งก่อนทำการชำระเงิน หรือกรอกข้อมูลเป็นด่านแรกและด่านที่สำคัญที่สุดในการป้องกันตัวเอง ก่อนเชื่ออีเมลหรือข้อความ ลองมองหาจุดผิดสังเกต เช่น ชื่อผู้ส่งที่มักจะเป็นชื่อแปลกๆ ไม่ตรงกับหน่วยงาน หรือ ชื่อหน่วยงานที่สะกดไม่ถูกต้อง หากพบเจอข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่ากรอกข้อมูลใดๆ
  2. ใช้ Virtual Card การใช้ Virtual Card หรือบัตรเสมือนจริง โดยบัตรประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงิน ซึ่งข้อดีคือป้องกันไม่ให้ข้อมูลบัตรหลักของคุณถูกเปิดเผยโดยตรงกับร้านค้าออนไลน์ ต่อให้ข้อมูลรั่วไหล มิจฉาชีพจะได้ไปเพียงข้อมูลของบัตรเสมือนที่อาจใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือมีวงเงินจำกัด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบัตรหลักของคุณได้
  3. เปิดแจ้งเตือนการใช้บัตร การเปิดใช้งานการแจ้งเตือนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรแบบเรียลไทม์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ฟีเจอร์นี้ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัยส่วนตัว ที่จะแจ้งให้คุณทราบทันทีเมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น มิจฉาชีพอาศัยความล่าช้าในการตรวจพบของคุณเพื่อทำธุรกรรมให้ได้มากที่สุด การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์จะปิดช่องโหว่นี้และช่วยให้คุณสามารถระงับความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว
  4. ตั้งวงเงินต่อวัน การตั้งค่าวงเงินการใช้จ่ายต่อวันสำหรับบัตรเครดิต เป็นการจำกัดความเสียหายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ข้อมูลบัตรของคุณถูกขโมยไปได้ มิจฉาชีพมักจะพยายามใช้บัตรที่ขโมยมาทำรายการมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในครั้งเดียว การตั้งวงเงินจึงเป็นการตัดโอกาสนั้นตั้งแต่แรก

อนาคตที่เราต้องอยู่กับโลกดิจิทัลอย่างเท่าทัน
ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนไว ความสะดวกสบายมักจะเดินคู่ไปกับความเสี่ยงเสมอ เราไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงจนไม่กล้าใช้งาน แต่เราต้องเป็นผู้ใช้ที่ “ตื่นรู้” และมีสติในทุกการคลิก การสละเวลาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มอีกเพียง 1 นาที อาจช่วยปกป้องเงินในบัญชีและข้อมูลของคุณได้

รูป ภัยสี่ยงบัตรเครดิต 2048x1157

ที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย คนละครึ่งปลอม หลอกแอดไลน์

เตือนภัย! ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างโครงการรัฐ "คนละครึ่งเฟส 2 ปลอม"

กลลวงของมิจฉาชีพ
🔸 สร้างข่าวปลอมอ้างชื่อโครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2"
🔸 หลอกให้ค้นหาคำว่า "metang69" หรือ "มีตัง69" ใน Google
🔸 หน้าม้าคอมเมนต์รีวิวหลอกหลวง สร้างความน่าเชื่อถือ
🔸 สุดท้ายล่อลวงให้ "แอดไลน์ส่วนตัว" เพื่อขโมยข้อมูลหรือหลอกโอนเงิน

วิธีป้องกันและข้อควรปฏิบัติ
1️⃣ อย่าหลงเชื่อ: โครงการ "คนละครึ่ง" ของจริง ลงทะเบียนผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" เท่านั้น
2️⃣ ตรวจสอบก่อนเสมอ: ปัจจุบัน "ไม่มี" โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตามที่กล่าวอ้าง
3️⃣ หน่วยงานรัฐไม่มีนโยบาย: เจ้าหน้าที่รัฐจะ ไม่มีการให้แอดไลน์ส่วนตัว เพื่อลงทะเบียนหรือทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้น

✅ เช็กข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น อย่าเชื่อคอมเมนต์รีวิวง่าย ๆ เพราะมักจะเป็นบัญชีปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา

📢 แอดไลน์ = โดนหลอก อย่ากดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางแปลกปลอม

04032026

แจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://www.thaipoliceonline.go.th/

☎️ หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Facebook ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.)

เตือนภัย กลโกงติวเตอร์ปลอม

🚨 เตือนภัย! มิจฉาชีพในคราบ “ครูสอนพิเศษปลอม” กลโกงใหม่ที่ผู้ปกครองต้องรู้ทัน
ในช่วงเวลาที่ผู้ปกครองหลายท่านกำลังมองหาคอร์สเรียนเสริมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้กับบุตรหลาน การหาครูสอนพิเศษที่เก่งและไว้ใจได้จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่ความปรารถนาดีนี้กลับกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกมาเตือนภัยถึงกลโกงรูปแบบใหม่ที่กำลังระบาด โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างและปลอมตัวเป็นครูสอนพิเศษเพื่อหลอกลวงผู้ปกครองให้โอนเงิน บทความนี้จะเปิดเผยสัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา เพื่อให้คุณสามารถปกป้องครอบครัวและเงินในกระเป๋าของคุณได้ทันท่วงที
สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง วิธีสังเกตมิจฉาชีพในคราบครู
มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันให้เหยื่อตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ

⚠️ โปรดสังเกตสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. โปรไฟล์น่าเชื่อถือ แต่ราคาถูกเกินจริง
    กลวิธีแรกคือการสร้างโปรไฟล์ที่ดูน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง โดยอาจมีการแอบอ้างว่ามาจากสถาบันกวดวิชาชื่อดัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือโปรไฟล์ที่ดูดีนี้มักจะมาพร้อมกับคอร์สเรียนที่เสนอราคาถูกจนผิดปกติ ควบคู่ไปกับโปรโมชันที่รุนแรงและเร่งเร้า สิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่ความต้องการของผู้ปกครองที่อยากได้บริการคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า
  2. เร่งรัดให้ตัดสินใจ อ้างว่า “ที่นั่งสุดท้าย”
    หลังจากสร้างความสนใจได้แล้ว มิจฉาชีพจะเริ่มสร้างแรงกดดันและเร่งรัดให้ผู้ปกครองรีบโอนเงินมัดจำโดยเร็วที่สุด โดยมักจะใช้ข้ออ้างยอดนิยมว่า “เหลือที่นั่งสุดท้ายแล้ว” เพื่อสร้างความรู้สึกว่าหากตัดสินใจช้าอาจพลาดโอกาสดีๆ ไป กลยุทธ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองมีเวลาคิด วิเคราะห์ หรือตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
  3. ผลลัพธ์สุดท้าย โอนเงินแล้ว…ติดต่อไม่ได้
    บทสรุปของกลโกงนี้จะเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ผู้ปกครองโอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพจะตัดการติดต่อทุกช่องทางและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีการเรียนการสอนเกิดขึ้นจริง ทำให้ผู้ปกครองต้องสูญเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
  4. วิธีตรวจสอบก่อนโอนเงิน
    เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

    ตำรวจสอบสวนกลางได้แนะนำ 4 แนวทางปฏิบัติที่ผู้ปกครองควรทำทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน 🛡️
    • ตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับโอนให้แน่ใจว่าตรงกับชื่อของผู้สอนหรือสถาบันนั้นจริง
    • เช็ครีวิวจากผู้เรียนคนอื่น ในแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและน่าเชื่อถือนอกเหนือจากหน้าเพจของผู้สอน
    • อย่าโอนเงินค่าคอร์สเรียนเป็นก้อนใหญ่ทั้งหมดในครั้งเดียว อาจพิจารณาแบ่งชำระเพื่อลดความเสี่ยง
    • คิดให้รอบคอบและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน

มิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลวิธีในการหลอกลวงอยู่เสมอ ความระมัดระวังและการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว

20260320

ที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

เว็บไซต์นี้ เป็นเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ สป.อว. เพื่อเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานปลัดกระทรวง โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

ISO 27001 Audit Certification  ISO 27001:2013 Bureau Veritas Certification UK Limited  AlphaSSL CA - SHA256 - G4   WCAG 2.0 (Level AAA)